ทัวร์ไทย | Special Trip 1 Day อยุธยานอกตำรา กับ อ.เอ๋ ยะสำเร็จ

ทริปพิเศษ! ๓ ตุลาคม ๒๕๖๓ วันเดียวเท่านั้น สำหรับลูกค้าคนพิเศษ ซึมซับประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของอดีตราชธานีของไทย อย่างเจาะลึก

อยุธยา ไหว้พระทำบุญนอกตำรา กับ “อาจารย์ เอ๋ ยะสำเร็จ” อาจารย์ชื่อดัง ผู้เชี่ยวชาญการไหว้พระอย่างถูกวิธี และอาจารย์พิเศษสอนในมหาวิทยาลัย

บริการอาหารเย็นบนเรือ ชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของเมืองมรดกโลก

เช้าของวันเดินทาง กรุงเทพฯ – จังหวัดพระนครศรีอยุธยา – 1.วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร
07:00 น. คณะพร้อมกัน ณ จุดนัดหมายปั้มน้ำมัน ปตท.ถนนวิภาวดี

พร้อมรับอาหารเช้าโดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทคอยให้การดูแลต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าทุกท่าน

07:30 น ออกเดินทางจาก กรุงเทพฯ โดยรถ BUS VIP 39 ที่นั่ง 1 ชั้น (รถใหม่มาตรฐานสากล)
เดินทางถึง จังหวัดอยุธยา หรือ พระนครศรีอยุธยา เมืองหลวงราชธานีเก่าแก่ซึ่งอายุยาวนานกว่า 417 ปี สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นโดยพระรามาธิบดีที่ 1 (สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง) เมื่อปีพ.ศ.1893 และถูกทำลายโดยกองทัพพม่าในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ เมื่อปีพ.ศ.2310 อยุธยามีกษัตริย์ปกครองทั้งหมด 33 พระองค์จาก 5 ราชวงศ์

เข้าชม วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร วัดไทยที่อยู่ในโบสถ์คริสต์เก่าแห่งเดียวในประเทศไทย ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่งเมื่อปี พ.ศ.2421โดยใช้ศิลปะแบบโกธิค (Gothic) โดยเฉพาะพระอุโบสถของวัด ที่เป็นอาคารมีโดมหอคอยปลายแหลมอย่างวิหารในสถาปัตยกรรมตะวันตก บริเวณยอดโดมมีหอนาฬิกา และระฆังชุด เหนือขึ้นไปประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธนฤมลธรรโมภาสเป็นประธาน นอกจากนี้บริเวณฐานชุกชี ซึ่งที่เป็นประดิษฐานพระประธาน มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์คริสต์ และวัดแห่งนี้นับเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เพียงไม่กี่วัดในประเทศไทย  สืบเนื่องด้วยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ให้สร้าง และยังถือได้ว่าเป็นวัดประจำราชวังบางปะอิน คล้ายกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวังอีกด้วย

สิ่งที่ห้ามพลาดชมภายในวัด

1.พระพุทธนฤมลธรรโมภาส สร้างโดยสมเด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ องค์เดียวกับที่สร้างพระสยามเทวาธิราช ซึ่งยังนับได้ว่าพระพุทธนฤมลธรรโมภาส เป็นพระพุทธรูปองค์สุดท้ายที่พระองค์ทรงสร้างไว้

2.ภาพประดิษฐ์กระจกสี พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 5 ชิ้นเดียวในโลก ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2527 เคยถูกพายุพัด ตกลงมาแตกซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าที่บริเวณพระพักตร์กลับไม่ได้รับความเสียหาย และได้รับการซ่อมแซมใหม่

3.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย เคยผนวชที่วัดนี้และมีสุสานต้นตระกูลท่านอยู่ที่นี้ (สกุลดิสสกุล)

4.พระคันธารราฎร์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางขอฝน ในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดภัยแล้งอย่างหนักทรงมีการให้ทำพิธีขอฝนโดยให้พระสงฆ์ทำพิธีสวดมนต์ล้อมรอบพระคันธารราฐ จากนั้นเพียง 1 ชม.เศษฝนก็ตกลงมา นับว่าจุดนี้เป็นจุดมงคลทิพย์อย่างยิ่ง

5.พิพิธภัณฑ์วัดนิเวศธรรมประวัติ ในส่วนนี้ในอดีตไม่เปิดให้เข้าชมเพราะว่ามีของมีค่าที่อายุเก่าแก่มากกว่าร้อยปี รวมไปถึงพระพุทธรูปจำลองพระประธาน และกระจกสีพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 5 ที่เคยตกแตกนับเป็นสิ่งที่หาชมได้ยากยิ่ง ซึ่งทางวัดมีการเปิดให้เข้าชมปีนี้เป็นปีแรก

กลางวัน (อิสระอาหารกลางวัน)

นำทุกท่านสู่ ร้านอาหารก๋วยเตี๋ยวผักหวาน อิสระตามใจชอบร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังแห่งอยุธยา ดั่งคำกล่าว “มาอยุธยา ไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวเรือ ถือว่ามาไม่ถึง”

 
บ่ายของวันเดินทาง 2.วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร – 3.วัดบรมวงศ์อิศรวราราม – 4.วัดหน้าพระเมรุ – 5.วัดกษัตราธิราชวรวิหาร – ล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยาชมเมืองมรดกโลกยามค่ำคืน
บ่าย

นำทุกท่านทำบุญสักการะ ณ วัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร เดิมชื่อวัดทอง อยู่ใกล้ป้อมเพชร เชื่อกันว่าสมเด็จพระบรมชนกนาถ (ทองดี)  และพระบรมราชชนนี (ดาวเรือง) ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งขุนพินิจอักษรเป็นผู้สร้าง เมื่อครั้งนายด้วง (รัชกาลที่ 1) บุตรชายคนโต อายุครบบวช ซึ่งก็อยู่ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยสร้างวัดใกล้บ้านในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี แทบทุกพระองค์ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้อย่างต่อเนื่องกันมาตลอด จนกล่าวได้ว่าวัดสุวรรณารามเป็น “วัดประจำพระบรมมหาราชวงศ์จักรี” ที่คนไทยน้อยคนนักจะทราบ

สิ่งที่ห้ามพลาดชมภายในวัด

1.พระอุโบสถด้านนอก แอ่นโค้งดุจเรือ และทวยไม้รับชายคาพระอุโบสถแกะสลักงดงามมาก เป็นศิลปะที่นิยมอย่างแพร่หลายในสมัยอยุทธยาตอนปลาย ซึ่งมีน้อยมากในประเทศไทย

2.ภาพจิตรกรรมฝาผนัง พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวร ในพระวิหารบอกเล่าเรื่องราวครั้นอดีตได้ออกมาอย่างชัดเจน

3.เสมาหินนั่งแท่นเป็นเสมาสูง เป็นการแกะสลักหินเป็นเศียรพญานาคงดงามเป็นของเก่าดังเดิม

รวมถึงอาจารย์เอ๋ ยะสำเร็จ จะนำทุกท่าน “ทำพิธีสวดมนต์แก้กรรม อโหสิกรรม เจ้ากรรมนายเวร เสริมบุญบารมีอย่างถูกวิธี” ณ ภายในพระอุโบสถหรือพระวิหารของวัด เนื่องด้วยวัดนี้มีความเงียบสงบไม่มีนักท่องเที่ยวมากจนเกินไปเหมาะแก่การทำพิธี

เข้าชม วัดบรมวงศ์อิศรวราราม เดิมนั้นชื่อ “วัดทะเลหญ้า” เป็นวัดโบราณสร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้า พอฤดูฝนน้ำก็ท่วม กาลเวลาผ่านมาก็กลายสภาพเป็นวัดร้างมาเป็นเวลาช้านานจนในสมัยต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงเห็นว่าวัดร้างแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่บริเวณเงียบสงัด เหมาะจะเป็นที่จำพรรษาของพระสงฆ์สามเณร จึงได้ทรงเริ่มปฏิสังขรณ์วัดทะเลหญ้า ทรงบูรณะและสร้างใหม่ทั้งวัด ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จนแล้วเสร็จเมื่อปีพุทธศักราช 2418 ในรัชกาลที่ 5 และได้ถวายเป็นพระอารามหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร ซึ่งหากมองแล้วอาจเป็นวัดเล็กๆ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตแต่ด้วยความเงียบสงบของวัด ใกล้ชาวบ้าน และตั้งอยู่ใกล้เพนียดคล้องช้าง รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดวัดนี้มากนับเป็นอีกวัดนึงที่พระองค์ทรงเสด็จมากที่สุดถึง 8 ครั้ง

สิ่งที่ห้ามพลาดชมภายในวัด

1.หลวงพ่อเพชร ในพระอุโบสถพระพุทธรูปประดิษฐานบนบัลลังค์ ในพระมณฑปทรงคล้ายดอกบัววิจิตรงดงามเป็นที่แปลกตา ไม่มีให้เห็นในวัดทั่วไป และเชื่อว่าหากใครได้กราบไหว้จะเป็นผู้มีอำนาจ น่าเกรงขาม

2.พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 พระมเหสี พระชายา และพระสหายที่หาชมได้ยาก เป็นจำนวนหลายภาพอยู่ในพระวิหารของวัด

ต่อด้วย วัดพระเมรุราชิการาม (วัดหน้าพระเมรุ) เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ได้ใช้สถานที่แห่งนี้ เจรจาสงบศึก เมื่อปีพ.ศ. 2106 และในอีกตอนหนึ่ง เมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าอะลองพญามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพ.ศ. 2303 พม่าได้เอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดเมรุราชิการาม กับวัดหัสดาวาส (วัดช้าง) พระเจ้าอะลองพญาทรงบัญชาการและทรงจุดปืนใหญ่เอง ปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่ ได้แตกต้องพระองค์บาดเจ็บสาหัสประชวรหนักในวันนั้น พอรุ่งขึ้นพม่าเลิกทัพกลับไปทางเหนือ แต่ยังไม่พ้นแดนเมืองตาก พระเจ้าอะลองพญาก็สิ้นพระชนม์ระหว่างทาง ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของพระประธานของวัดสิ่งที่ห้ามพลาดชมภายในวัด

1.พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ นิยมเรียกย่อว่า “พระพุทธนิมิต” พระประธานในพระอุโบสถหล่อด้วยทองสำริดลงรักปิดทองปางมารวิชัย ทรงเครื่องพระมหากษัตริย์ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ที่สุดองค์หนึ่ง ในประเทศไทยและนับได้ว่าเป็นหลวงพ่อโต 1 ใน 3 พระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดของพระนครศรีอยุธยา

2.พระพุทธคัณฑารราฐ เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี ปางประทานปฐมเทศนา ทำด้วยศิลาเขียวเกือบดำ เชิญมาจากวัดในนครปฐมประดิษฐานอยู่ในพระวิหารน้อย ปรากฏในโลกเพียง 6 องค์เท่านั้น

3.พระอุโบสถ มีพื้นที่กว้างใหญ่กว่าพระอุโบสถวัดอื่นๆ ในกรุงศรีอยุธยา แต่ เป็นที่หน้าสนใจว่าไม่มีหน้าต่างห้อง มีแต่ช่องเล็กๆที่เรียกว่า “ช่องมะหวด’’ สำหรับระบายอากาศและให้แสงสว่างเข้ามาได้บ้าง การทำช่องมะหวดถือกันได้ว่าเป็นศิลปะยุคอยุธยาโดยแท้

นำทุกท่านขอพรไหว้พระ ณ วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ด้วยชื่อวัดว่า วัดกษัตรา อันหมายถึง วัดของพระมหากษัตริย์หรือวัดของพระเจ้าแผ่นดิน ทำให้สันนิษฐานได้ว่าที่นี่เป็นวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระองค์ใดพระองค์หนึ่งทรงสร้างเอาไว้ หากไม่ปรากฎนามผู้สร้าง วัดเก่าแก่แห่งนี้ถูกเพลิงไหม้วอดวายเมื่อครั้งกรุงแตกครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2310 นับแต่นั้นจึงถูกทิ้งร้างจนได้รับการบูรณะเรื่อยมาในแผ่นดินราชธานีรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) กรมพระราชบวรสถานภิมุข (กรมพระราชวังหลัง) ได้บูรณะวัดกษัตราขึ้นใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็น วัดกษัตราธิราช ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (เกศ) ต้นราชสกุลอิศรางกูร ได้ปฏิสังขรณ์พระอารามเมื่อปีพ.ศ. 2349 และมีพระสงฆ์จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ได้ ในรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดกษัตราธิราชวรวิหารสิ่งที่ห้ามพลาดชมภายในวัด

1.พระพุทธกษัตราธิราช มีการบรูณะลงรักปิดทองเรียกได้ว่างดงามเป็นอย่างมากชาวบ้านมีความเชื่อว่า ผู้ใดอยากขอพรเดี่ยวกับหน้าที่การงาน เหล่าข้าราชการ เจ้าของกิจการ ต้องการเพิ่มยศบารมี มีอำนาจ เป็นที่นับหน้าถือตาให้มากราบขอพรกับพระพุทธกษัตราธิราชแล้วจะสำเร็จผล

2.ร่วมห่มผ้าสมเด็จพระพนรัตน์ พระอาจารย์ในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อธิษฐานให้ได้รับชัยชนะทั้งปวง พระเกจิอาจารย์สำคัญแห่งกรุงศรีอยุธยาในอดีต

 16.35 น.

จากนั้นทำทุกท่าน ล่องเรือพร้อมรับประทานอาหารเย็นบนเรือ เลียบพระนครฯ ชมบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านชมวัด วังโบราณ ครั้นอดีตเคย เจริญรุ่งเรืองดังสมญานาม “เวนิสตะวันออก” กรุงราชธานียาวนานกว่า 417 ปี ในยามค่ำคืนที่ท่านไม่เคยสัมผัสที่ไหนมาก่อนมีเพียงที่นี้เท่านั้นพระนครศรีอยุธยา

(หมายเหตุ การลงเรือหรือเส้นทางล่องเรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยยึดหลักความปลอดภัยเป็นสำคัญ)

18.30 น. พาทุกท่านเดินทางกลับ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ