AYUTTHAYA 1 Day Trip ชมราชธานีเก่าเมืองโบราณ ไหว้พระ 9 วัด

S.B.A. ATTRACTION

พิเศษ! เดินทางด้วยรถตู้ VIP ส่วนตัวออกเดินทางทันทีเมื่อครบ 6 ท่าน พร้อมไกด์ชำนาญเส้นทางดูแลท่านตลอดทริป

วัดพระศรีสรรเพชญ์และราชวังโบราณ สัมผัสประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรไทยในอดีต

สักการะ 9 วัดดัง! ต้องห้ามพลาดของอาณาจักรโบราณ

พิเศษ! กุ้งแม่น้ำเผา

วันที่ 1 กรุงเทพ – จังหวัดพระนครศรีอยุธยา – วัดนิเวศธรรมประวัติ – วัดใหญ่ชัยมงคล – วัดพนัญเชิง – วัดไชยวัฒนาราม – ร้านอาหาร – วัดพระเมรุราชิการาม ( วัดหน้าพระเมรุ ) – วัดราชบูรณะ – วัดมหาธาตุ – วิหารพระมงคลบพิตร – วัดพระศรีสรรเพชญ์ และ พระราชวังโบราณ  (Box/L/-) 
06.00 น. คณะพร้อมกัน ณ จุดนัดหมายปั้มน้ำมัน ปตท.ถนนวิภาวดี โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทคอยให้การดูแลต้อนรับและอำนวยความสะดวกหรือท่านสามารถเลือกจุดนัดพบในพื้นที่กรุงเทพได้ (บ้างพื้นที่เท่านั้น)
06.30 น. ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยรถตู้ VIP 6 ที่นั่ง พร้อมไกด์ดูแลตลอดเส้นทาง พร้อมบริการอาหารเช้าบนรถ
  เดินทางถึงจังหวัดพระนครศีอยุทธยา อยุธยาหรือพระนครศรีอยุธยา เมืองหลวงราชธานีเก่าแก่ยาวนานราว 417 ปีซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าประทับใจมากมาย ซึ่งเมืองอณาจักรแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1893 โดยปฐมกษัตริย์ของอยุธยาคือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) และอยุธยามีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 33 พระองค์ จนอาณาจักรถูกตีแตกพ่ายโดยพม่าในปี พ.ศ. 2310  เมืองอยุธยาและได้ถูกประกาศเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534
  นำท่านเข้าชม วัดนิเวศธรรมประวัติ สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯแปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังบางปะอิน ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่ง ใช้ศิลปะแบบโกธิก โดยเฉพาะพระอุโบสถของวัด ที่เป็นอาคารมีโดมหอคอยปลายแหลมคล้ายอย่างวิหารในสถาปัตยกรรมตะวันตก นับเป็น วัดแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีลักษณะเหมือนโบสถ์ฝรั่ง
  วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อวัดป่าแก้วหรือวัดเจ้าพระยาไท ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก สันนิษฐานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสำนักของพระสงฆ์ซึ่งไปบวชเรียนมาแต่สำนักพระวันรัตน์มหาเถรในประเทศ วัดใหญ่ชัยมงคลยังมีความผูกพันกับประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วยกล่าวคือในปี พ.ศ. 2135 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำศึกยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่า ที่ตำบลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่วัดนี้เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ การสร้างพระเจดีย์อาจสร้างเสริมพระเจดีย์เดิมที่มีอยู่ หรืออาจสร้างใหม่ทั้งองค์ก็ได้ไม่มีหลักฐานแน่นอน ขนานนามว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” แต่ราษฎรเรียกว่า “พระเจดีย์ใหญ่” ฉะนั้นนานวันเข้าวัดนี้จึงเรียกชื่อเป็น “วัดใหญ่ชัยมงคล” ทว่าเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 บ้านเมืองถูกกองทัพพม่าเผาทำลาย วัดใหญ่ชัยมงคลจึงถูกทิ้งร้างไปในที่สุด ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์จึงมีการบูรณปฏิสังขรณ์และมีภิกษุสงฆ์จำพรรษาดังเช่นในปัจจุบัน
  เข้าสักการะหลวงหลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีและได้รับการรักษาบูรณะอย่างดีมาจนถึงในปัจจุบัน ภายในพระอุโบสถวัดพนัญเชิงเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปไตรรัตนายก (หลวงพ่อโต หรือซำปอกง) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอยุธยาที่ได้รับความเคารพบูชาทั้งในหมู่คนไทยและคนจีนมาอย่างยาวนาน ในช่วงสถานะการณ์ COVID-19 ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงไปอย่างมากส่งผลให้ท่านสามารถเลือก ห่มผ้าหลวงพ่อโต ได้ตามความศรัทธาของท่าน
  เยี่ยมชมวัดไชยวัฒนาราม พระเจ้าปราสาททอง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นในปี พ.ศ.2173 เพื่ออุทิศวายให้เป็นอนุสรณ์สถาน ณ บ้านเดิมของพระราชมารดา และเพื่อเฉลิมพระเกียรติในการเสด็จขึ้นครองราชย์ด้วยทรงมีพระราชนิยมศิลปะแบบขอมวัดนี้จึงมีสถาปัตย กรรมรูปปรางค์ ประกอบด้วยพระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ เป็นองค์ประธานสูงเด่นอยู่ท่ามกลางปรางค์ทิศและปรางค์รายทั้ง 8 ทิศ สันนิษฐานว่าแต่เดิมในคูหาปรางค์ประธาน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ หรือสิ่งอันควรบูชาอื่น ๆ พระอุโบสถวัดอยู่ทางด้านตะวันออกของพระปรางค์ มีซากพระประธานเป็นพระพุทธรูปปรางค์มารวิชัย สร้างด้วยหินทราย และที่ฐานประทักษิณด้านทิศเหนือมีฐานรากของเจดีย์ 3 องค์ ตั้งเรียงกันสันนิษฐานว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง รัตนกวีแห่งกรุงศรีอยุธยา) เจ้าสังวาลย์ และเจ้าฟ้านิ่มพระสนมเอก ในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปัจจุบันเป็นวัดร้าง แต่ยังมีพระปรางค์ใหญ่และเจดีย์รายตามมุมคงเหลืออยู่และรูปทรงยังสมบูรณ์ดีเป็นส่วนมาก
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหาร เมนูพิเศษ! กุ้งแม่น้ำเผา
  นำทุกท่านสู่ วัดพระเมรุราชิการาม ( วัดหน้าพระเมรุ ) เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมากมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ได้ใช้สถานที่แห่งนี้เจรจาสงบศึก เมื่อมี พ.ศ. 2106 และในอีกตอนหนึ่งเมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าอะลองพญามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2303 พม่าได้เอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดเมรุราชิการาม กับวัดหัสดาวาส (วัดช้าง) พระเจ้าอะลองพญาทรงบัญชาการและทรงจุดปืนใหญ่เอง ปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่ได้แตกต้องพระองค์บาดเจ็บสาหัสประชวนหนักในวันนั้น พอรุ่งขึ้นพม่าเลิกทัพกลับไปทางเหนือ แต่ยังไม่พ้นแดนเมืองตาก พระเจ้าอะลองพญาก็สิ้นพระชนม์ระหว่างทาง รวมถึงท่านจะได้สักการะ พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ นิยมเรียกย่อว่า “พระพุทธนิมิต” พระประธานในพระอุโบสถหล่อด้วยทองสำริดลงรักปิดทองปางมารวิชัย ทรงเครื่องพระมหากษัตริย์ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ที่สุดองค์หนึ่ง ในประเทศ ที่มีพระลักษณะงดงามมาก
  เยี่ยมชม วัดราชบรูณะ วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ พระเจ้าสามพระยาในบริเวณพื้นที่และตำแหน่งเดิมที่พระองค์ได้ทรงถวายพระเพลิงศพให้กับเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา พระเชษฐาทั้งสองพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ภายในหลังจากการกระทำยุทธหัตถี เพื่อแย่งชิงราชสมบัติของสมเด็จพระนครอินทราธิราชพระราชบิดาที่เสด็จสวรรคตลงในปี พ.ศ. 1967  ต่อมาปี พ.ศ.2499 วัดราชบูรณะได้เกิดเป็นข่าวครึกโครม เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งลักลอบเข้าไปขุดกรุใต้พระปรางค์  และขนสมบัติล้ำค่าออกไป ต่างพากันขึ้นไปที่ห้องใต้พระปรางค์ จากนั้นคนร้ายก็ตกตะลึงแทบช็อกเมื่อเห็นทรัพย์สมบัติล้ำค่ามากมาย โดยทุกอย่าง ล้วนทำด้วยทองคำเหลืองอร่ามไปหมด ต่างรีบขนสมบัติที่พบไปเก็บไว้ที่บ้าน ขณะเดียวกันมีชาวบ้านที่รู้เรื่องดังกล่าวมากมายได้มาขอแบ่ง โดยเอาผ้าขาวม้ามาห่อและขนกลับไปบ้านกันคนละห่อสองห่อทั้งนี้จากบันทึกในอดีตระบุว่า จำนวนเครื่องทองราชูปโภคที่กลุ่มคนร้ายลักลอบขุดจาก กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ นั้นมีน้ำหนักถึงกว่า 100 กิโลกรัม ในปัจุบันนับว่าประเมินค่าไม่ได้
  พาทุกท่านเดินข้ามฝั่งตรงข้ามจากวัดราชบรูณะเพื่อเที่ยวชม วัดมหาธาตุ  มีการสันนิษฐานว่าเริ่มต้นจากการสร้างองค์พระธาตุขึ้นในสมัยสมเด็จบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพระงั่ว) ในราวปีพ.ศ. 1917 และมีการก่อสร้างต่อเติมอาคารอื่นๆเรื่อยมาจนมีความสมูบรณ์เป็นวัดในสมัยสมเด็จพระราเมศวร จนได้ตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดมหาธาตุ” โดยรูปแบบการก่อสร้างนั้นเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น โดยมีการสร้างพระวิหารไว้ด้านหน้า ตามด้วยพระปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง และพระอุโบสถที่มีขนาดเล็กกว่าพระวิหารอยู่ด้านหลังสุดแต่ปัจุบันเป็นวัดร้าง เปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น โดยสิ่งน่าสนใจของวัดนี้คือ เศียรพระพุทธรูปในต้นไม้  จุดท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งไม่สามารถระบุความเป็นมาได้แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากพระพุทธรูปในอดีตที่ได้รับความเสียหาย จนส่วนพระเศียรร่วงลงมาอยู่บนพื้น จนรากของต้นโพธิ์เติบโตขึ้นและเข้าปกคลุมจนเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
  เข้าสักการะพระพุทธรูปสำคัญเมืองอยุธยา ณ วิหารพระมังคลบพิตร ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ที่ตำบลประตูชัย เป็นที่ประดิษฐานของพระมงคลบพิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพระนครศรีอยุธยา และเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่เพียงองค์เดียวในประเทศไทยที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์  ส่วนประวัติ วิหารพระมงคลบพิตร ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า สร้างขึ้นเมื่อใด แต่มีข้อสันนิษฐานว่า สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ระหว่างปี พ.ศ. 1991–2145 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากทิศตะวันออกนอกพระราชวังมาไว้ทางด้านทิศตะวันตกและก่อมณฑปสวมไว้ เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 วิหารพระมงคลบพิตรถูกเผา พระเมาฬีและพระกรขวาของพระมงคลบพิตรหัก และได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และยังมีการบรูณะอีกหลายครั้งจนถึงปัจุบัน นับเป็นพระพุธทรูปคู่บ้านคู่เมืองชาวอยุทธยาที่สำคัญอย่างมาก
  จากนั้นพาทุกท่านเดินชม วัดพระศรีสรรเพชญ์และราชวังโบราณ  บรรดาวัดนับร้อยนับพันทั่วอยุธยา วัดที่มีความสำคัญที่สุดวัดหนึ่งในยุคโบราณคือวัดพระศรีสรรเพชญ์แห่งนี้ เพราะมีวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างให้เป็นวัดส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานโดยไม่มีพระสงฆ์จำวัด ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญมากมาย รวมถึงพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาปีละ 2 ครั้ง เป็นที่เก็บพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์อยุธยาเกือบทุกพระองค์ จึงกล่าวได้ว่าสำคัญเทียบเท่าวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งกรุงเทพมหานครหรือวัดมหาธาตุแห่งกรุงสุโขทัยเลยทีเดียว  ใจกลางวัดเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ใหญ่ศิลปะลังกา 3 องค์ มีมณฑป 3 หลังคั่นกลางสร้างในสมัยกษัตรย์อธุยาทั้งสิ้น ซึ่งมองเพียงในปัจุบันก็มองเห็นถึงความยิ่งใหญ่ เรืองรองของพระพุทธศาสนา ในสมัยอุยธาที่เป็นราชธานียาวนานถึง 417 ปี

จากนั้นให้ทุกท่านได้เดิน เลือกซื้อของฝากจากหน้าวัดสนับสนุนชาวบ้านที่นำขนมขึ้นชื่อ สายไหม อยุธยา มาวางขายให้ลูกค้าทุกท่าน

เย็น จากนั้นเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

Additional Information

month

,