KYUSHU IN SUMMER ตอน “2 วัน 1 คืนในซากะ” (DAY 2)

ตะลุยจังหวัดซากะกันมา 1 วันเต็มๆ แล้วนะคะ ได้เวลาเข้าที่พักชาร์จพลังกันหน่อย Central Hotel Takeo คือจุดหมายปลางทางของวันที่แสนยาวนานนี้ โดยถ้าเดินทางจากสวนมิฟุเนะยามะ จะใช้เวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น

 

http://www.central-imari.jp/takeo/en/

Central Hotel Takeo จัดอยู่ในประเภท Business Hotel ระดับ 3 ดาวที่ไม่เน้นความสวยงามหรูหรา แต่เป็นโรงแรมราคาประหยัด และมีจุดเด่นคือทำเลที่ตั้ง โรงแรมแห่งนี้อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ JR Takeo-Onsen ด้วยระยะเดินเท้าเพียง 1 นาที ด้านหน้าโรงแรมมีลานจอดรถรองรับแขกที่มาพัก นับว่าสะดวกสบายกับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก สำหรับอาหารเช้า ทางโรงแรมมีให้บริการเป็นบุฟเฟต์หลากหลายสไตล์ญี่ปุ่นค่ะ

 

อาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์

นอนหลับพักผ่อนกันอย่างเต็มอิ่มแล้ว ได้เวลาออกเดินทางกันต่อเลย เป้าหมายของวันนี้คือการตามรอยสถานที่ถ่ายทำละครยอดฮิตอย่าง “กลกิโมโน” และจุดหมายปลายทางแรกของเราก็คือ ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ (Yutoku Inari Shrine) เป็น 1 ใน 3 ของศาลเจ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

จากโรงแรม Central Hotel Takeo ใช้เวลาเดินทางไปยังศาลเจ้าด้วยรถยนต์ประมาณ 30 นาที บริเวณฝั่งตรงข้ามของศาลเจ้าจะมีลานจอดรถให้บริการอยู่

บริเวณลานจอดรถและทางม้าลายสำหรับเดินข้ามไปยังทางเข้าศาล

สะพานเชื่อมระหว่างถนนและศาลเจ้า ด้านซ้ายมือจะมองเห็นตัวศาลเจ้าที่มีสีแดงเด่นมาแต่ไกล

เคยสงสัยไหมว่าในประเทศญี่ปุ่น “ศาลเจ้า” กับ “วัด” ต่างกันอย่างไร ศาลเจ้าหรือ “จินจะ” ในภาษาญี่ปุ่น ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งคนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้าในศาสนาชินโต โดยทางเข้าศาลเจ้าทุกแห่งจะต้องมี “เสาโทริอิ” ซุ้มประตูแบบญี่ปุ่น ทำจากไม้ซุงท่อนใหญ่ บางแห่งตกแต่งด้วยการทาสีแดงชาด บางแห่งเลือกใช้สีไม้ตามธรรมชาติ และบางแห่งเป็นเสาที่ทำจากหินเหมือนศาลเจ้าแห่งนี้ เสาโทริอินี้ทำหน้าที่เสมือนเป็นประตูของศาลเจ้า ตั้งไว้เพื่อให้ผู้มาเยือนรับทราบว่าอาณาเขตภายในเสาโทริอินี้เป็นอาณาเขตของเทพเจ้า เมื่อเดินผ่านเสานี้ไปแล้วควรอยู่ในอาการสำรวม และไม่กระทำการอันใดที่เป็นการดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทพเจ้า แผนที่ของญี่ปุ่นยังใช้สัญลักษณ์โทะริอิ เป็นเครื่องหมายบอกตำแหน่งศาลเจ้าอีกด้วย

เสาโทริอิด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้า

ประตูทางเข้าของศาลเจ้ายูโทคุอินาริเป็นเสาโทริอิแบบหิน มีรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกยืนอยู่ทั้งสองฝั่งตำนานพื้นบ้านเชื่อว่าสุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์นำสาส์น ของเทพเจ้าอินาริ คนญี่ปุ่นส่วนมากจะเดินทางมาขอพรเรื่องการค้าและการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์

เมื่อเดินผ่านเสาโทริอิมาแล้ว แน่นอนว่าต้องผ่านด่านบ่อน้ำชำระล้างด้วย ตามธรรมเนียมการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวญี่ปุ่น เราจะต้องชำระร่างกายโดยการตักน้ำมาล้างมือและปากให้สะอาด มีวิธีการง่ายๆคือ ใช้มือซ้ายถือกระบวยตักน้ำ ล้างมือขวาก่อน จากนั้นสลับข้างมาล้างมือซ้าย ตามด้วยเทน้ำใส่มือเพื่อใช้บ้วนปาก 1 ครั้ง อย่าลืมเหลือน้ำไว้เล็กน้อย แล้วยกที่ตักน้ำตั้งขึ้นเพื่อทำความสะอาดกระบวยตักน้ำ  แม้จะเป็นเพียงรายละเอียดยิบย่อยเล็กน้อย แต่เราก็ไม่ควรมองข้าม และปฏิบัติอย่างถูกวิธี อย่างสำนวนที่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตามนะจ๊ะ

บ่อน้ำชำระล้างที่เป็นฉากหนึ่งในละคร “กลกิโมโน”

ผ่านด่านบ่อน้ำเรียบร้อย ได้เวลาเดินสำรวจด้านในกันแล้ว ศาลเจ้ายูโทคุอินาริตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา ตัววิหารหันหน้าออกทางถนน และมีฉากหลังเป็นภูเขาและต้นไม้เขียวขจี ให้บรรยากาศสงบและร่มรื่นเป็นอย่างมาก และอย่างที่กล่าวไปตอนต้น ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่ยิ่งใหญ่ 3 แห่งของญี่ปุ่น เคียงคู่กับศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ในเกียวโต และศาลเจ้าคาสะมะ อินาริ ในจังหวัดอิบารากิ

ยูโทคุอินาริสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพเจ้าผู้อำนวยพรให้ชีวิตนามว่า “อินาริ”เอกลักษณ์ของศาลเจ้าแห่งนี้คือประตูโทริอิสีแดง นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าแห่งที่พักพิง อาหาร และเสื้อผ้า  เทพเจ้าผู้ส่งเสริมศิลปะ ทรัพย์สมบัติ และความเจริญรุ่งเรือง และ เทพเจ้าแห่งความปลอดภัยบนท้องถนน นักท่องเที่ยวชีพจรลงเท้าทั้งหลายมักจะแวะเวียนมาสักการะที่วัดแห่งนี้  ศาลเจ้ายูโทคุอินาริสร้างขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 17  ตัววิหารหลักและอาคารทั้งหมดลงรักเคลือบเงาอย่างสวยงาม  ด้านหลังวิหารหลักเป็นเส้นทางบันไดสำหรับปีนขึ้นไปยังจุดชมวิวทะเลอาริอาเกะ

วิธีการขึ้นไปยังวิหารหลักมี 2 วิธี คือเดินขึ้นบันได หรือ ขึ้นลิฟท์ 300 เยน ลองทายดูว่าในสภาพอากาศร้อน แสงแดดแผดเผา และอุณหภูมิเฉียด 40 องศา เราควรจะเลือกวิธีไหน ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา สองขาก็พาเดินไปทางขึ้นลิฟท์เสียแล้ว

ลิฟท์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุ ผู้ทุพพลภาพทางกาย และผู้ที่ไม่อยากเดินขึ้นบันได

ถ้ามองในแง่ดี เงิน 300 เยนก็เปรียบเสมือนการบริจาคทรัพย์เพื่อบำรุงรักษาสถานที่ แถมด้วยความสะดวกสบายในการเข้าชมวิหาร เท่านั้นยังไม่พอ ทางศาลเจ้ายังมีของที่ระลึกเป็นใบเซียมซีและเครื่องรางนำโชคพร้อมซองแสดงวันที่มาเยือนให้อีกด้วย คุ้มค่ากว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

 

เจ้าหน้าที่ด้านหน้าลิฟท์และของที่ระลึกสำหรับคนที่เลือกขึ้นลิฟท์

เมื่อขึ้นมาถึงด้านบน (ด้วยความรวดเร็ว) จะมีทางเดินเชื่อมไปยังวิหารหลัก และถ้ามองไปสุดสายตาก็จะเห็นว่าด้านบนเขายังมีเสาโทริอิสีแดงอีกหลายสิบต้นเรียงกันเป็นทางเดินขึ้นไปทางยอดเขาและจุดชมวิว อย่างไรก็ตาม ต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย เนื่องจากอากาศที่ร้อนแรงเหนือจินตนาการ เราจึงไม่สามารถปีนเขาเพื่อเก็บภาพจุดชมวิวมาฝากได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งนัก ไปครั้งหน้า รับรองว่าไม่พลาดแน่

เมื่อเดินมาถึงใจกลางวิหารแล้วจะพบกับกล่องไม้บริจาควางตั้งอยู่ พร้อมสายกระดิ่งยาวแขวนห้อยมาจากราวด้านบน บริเวณด้านหน้าห้องประดิษฐานพระพุทธรูป ธรรมเนียมปฎิบัติของการสักการะเทพเจ้าแบบชาวญี่ปุ่นคือการหยุดยืนนิ่งแล้วโค้งคำนับ 1 ครั้ง จากนั้นโยนเหรียญ 50 หรือ 100 เยนลงในกล่องไม้บริจาค และสั่นกระดิ่ง จากนั้นพนมมืออธิษฐานขอพรภายในใจอย่างนิ่งสงบ

สักการะเทพเจ้าและขอพรเรียบร้อยแล้ว ใครที่อยากได้ของที่ระลึกจำพวกเครื่องรางของขลัง ทางวัดก็มีบริการวางจำหน่ายในหลายรูปแบบและหลายราคา สามารถยืนเลือกได้ตามกำลังทรัพย์และความศรัทธา หรือจะซื้อเป็นแผ่นไม้ เขียนคำอธิษฐานและแขวนทิ้งไว้ที่วัดก็ทำได้ และถ้าคำขอเป็นจริงแล้วอย่าลืมแวะมากล่าวคำขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันด้วยนะจ๊ะ

กิจกรรมยามเช้าผ่านไปด้วยดี ต้องยกความดีให้อากาศที่ร้อนจัด ทำให้นักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่าน สามารถเลือกแชะภาพได้ทุกมุมตามใจอยาก เผาผลาญพลังงานกันไปพอสมควรแล้ว ได้เวลาเติมพลังกันบ้าง เมนูอาหารเที่ยงวันนี้ ภูมิใจนำเสนอ “ข้าวหน้าเทมปุระ”

เทมปุระ (Tempura) เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบฟิวชั่น โดยพัฒนามาจากอาหารโปรตุเกสที่เหล่ามิชชันนารีนำเข้ามาเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16 เทมปุระคือการนำอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก หรือผักต่างๆ ชุบด้วยแป้งสาลี แล้วทอดในน้ำมันที่เดือดจัด ทิ้งไว้ซักครู่จนแป้งที่หุ้มรอบนอกกรอบและมีสีเหลืองอ่อนๆ ทานคู่กับซอสเทนทสึยุ (Tentsuyu) ซอสสีดำที่แต่ละร้านจะมีวัตถุดิบและวิธีการปรุงที่แตกต่างกัน

TEMPURA EBINA ร้านอาหารที่เราเลือกวันนี้ เป็นร้านขนาดเล็ก ดำเนินกิจการแบบครอบครัว มีชื่อเสียงในหมู่ชาวเมืองซากะ เปิดทำการเมื่อปีค.ศ. 1974 เมนูเทมปุระจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลผลิตของแต่ละฤดูกาล เมนูยอดนิยมของร้านนี้คือ “ข้าวหน้าเทมปูระ (เทมปูระเซโระมุชิ)” ซึ่งเป็นเมนูดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน และเคล็ดลับความอร่อยอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเสิร์ฟเทมปุระแบบจานต่อจาน เพราะเทมปุระจะให้รสชาติดีที่สุดเมื่อทานตอนร้อนๆ ทางร้านจึงเลือกเสิร์ฟแบบจานเล็กๆ ทีละจาน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสความกรอบอร่อยอย่างแท้จริง

บรรยากาศภายในร้าน มีที่นั่งแบบส่วนตัวและที่นั่งด้านหน้าพ่อครัว สำหรับคนที่ชอบดูการทำอาหาร

 ซาชิมิสดใหม่ กินแกล้มเทมปุระ และปิดท้ายด้วยเยลลี่ชาดำเย็นฉ่ำใจ

อิ่มท้องกันแล้วถึงเวลาเดินย่อยกันบ้าง กิจกรรมยามบ่ายวันนี้เอาใจนักเที่ยวขาช้อปที่ชอบเสาะหาของถูกและดี แนะนำให้แวะมาที่ Tosu Premium Outlets แหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ของชาวเมืองซากะ มีร้านค้าของแบรนด์ชั้นนำและแบรนด์ท้องถิ่นมากกว่า 150 ร้าน เช่น Coach, Armani, Timberland, Burbery, Gap, Puma, Levi’s, Nike, New Balance, Samsonite และอื่นๆอีกมากมาย

เรื่องน่าแปลกใจประจำวันก็คือ ในขณะที่สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆเงียบสงบไร้ผู้คน แต่ที่เอาท์เล็ทแห่งนี้กลับคึกคักไปด้วยผู้คนมากมาย 90% ของผู้มาเยือนล้วนเป็นชาวญี่ปุ่น! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ชาวญี่ปุ่นก็รักการช้อปปิ้งไม่แพ้คนไทย และอาจจะเป็นเพราะโปรโมชั่นลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลที่แปะอยู่หน้ากระจกแทบทุกร้าน ทำให้เอาท์เล็ทแห่งนี้สามารถดึงดูดชาวเมืองให้มาเดินเล่นช้อปปิ้งของถูกกันอย่างหนาแน่น

จากตอนแรกที่ตั้งใจเดินเล่นแค่ไม่กี่นาที มองนาฬิกาอีกทีผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง เพราะดันไปเจอร้านขายผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์เครื่องเขียน และเครื่องใช้ในบ้านน่ารักๆที่มีจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่น ขึ้นชื่อว่าญี่ปุ่น แน่นอนว่าการออกแบบย่อมมีความน่ารักมุ้งมิ้งและแฝงไปด้วยอรรถประโยชน์มากมาย คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายแน่นอน เสียดายที่มัวแต่ช้อปเพลิน เลยไม่ได้แชะภาพร้านเก็บไว้เป็นที่ระลึก

เที่ยวซากะกันแบบเต็มอิ่มแล้ว ขอย้ายเมืองและปิดท้ายด้วย  Ariake Sea Firework Festival เทศกาลชมดอกไม้ไฟที่จัดขึ้นในเขตยานากาวะ (Yanagawa) ของจังหวัดฟุกุโอกะ เดินทางโดยรถยนต์จาก Tosu Premium Outlet ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

Ariake Sea Firework Festival จัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนสิงหาคม บริเวณริมทะเลอาริอาเกะ ไฮไลท์การแสดงของเมืองนี้คือ ดอกไม้ไฟน้ำตกไนแองการา ที่มีความยาวมากกว่า 1,000 เมตร นับเป็นการแสดงพลุที่ยาวที่สุดในโลกจนได้รับการบันทึกลงใน Guinness Book of World Records ตั้งแต่ปีค.ศ. 2008 มีรางวัลมาการันตีแบบนี้จะพลาดได้อย่างไร

 

ภาพจาก http://www.welcomekyushu.com/

เทศกาลชมดอกไม้ไฟ ถือเป็นกิจกรรมปิดท้ายหน้าร้อนที่ไม่ควรพลาด เพราะญี่ปุ่นนับเป็นหนึ่งในชาติที่มีการจัดงานแสดงดอกไม้ไฟแบบอลังการงานสร้าง จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อน ทั้งยังเป็นอีเว้นท์ยอดนิยมของคู่รักหนุ่มสาวที่เลือกใช้เป็นสถานที่ออกเดท ครอบครัวที่อยากหาแหล่งปิคนิค หรือกลุ่มเพื่อนที่อยากมาสังสรรค์นอกบ้าน ก็เลือกที่จะมาชมดอกไม้ไฟร่วมกัน สถานที่จัดงานแสดงพลุจะเป็นลานกว้างแบบเปิดโล่งอย่างบริเวณริมแม่น้ำหรือริมทะเล โดยทางเขตจะมีการจัดสถานที่สำหรับชมดอกไม้ไฟไว้ให้สำหรับชาวเมืองโดยเฉพาะ

ประเพณีของชาวญี่ปุ่นในการชมดอกไม้ไฟคือการสวมชุดยูกาตะหรือกิโมโนมาร่วมชมการแสดง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและสมัครใจของแต่ละคนเท่านั้น จะใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ออกมาชมพลุก็ไม่ผิดกฎหมาย บริเวณรอบลานกว้างที่จัดไว้สำหรับชมการแสดงมักจะมีร้านอาหารคาวหวานวางเรียงรายให้ผู้มาเยือนได้เลือกซื้อเลือกทานได้ตามใจชอบ

สำหรับชาวญี่ปุ่นที่เป็นครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ชอบปิคนิคทานอาหารปิ้งย่าง ก็จะมีโซนโต๊ะอาหารและเตาถ่านจัดวางไว้ให้ ต้องรีบมาจองก่อนล่วงหน้า เพราะโซนนี้จะเต็มเร็วมาก ถือเป็นทำเลทองก็ว่าได้ เพราะเราสามารถนั่งทานอาหารแบบชิวๆ พร้อมชมพลุไปพร้อมๆกัน แต่วัตถุดิบและอุปกรณ์สำหรับปิ้งย่างต้องนำมาเองนะจ๊ะ โชคดีที่ทริปนี้แอดมินมากับเพื่อนชาวญี่ปุ่น เลยไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องอุปกรณ์ปิ้งย่าง (แอดมินแอบเสียดาย เค้าน่าจะมีอุปกรณ์ปิ้งย่างไว้รองรับสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เตรียมมา T T)

วัตถุดิบและเครื่องเคียงสำหรับกิจกรรมปิ้งย่าง หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต

คนพร้อม อุปกรณ์พร้อม ได้เวลาปิ้งกันแล้ว

กำหนดการแสดงพลุจะเริ่มประมาณเวลา 19:30 – 20:30 แต่ชาวเมืองจะเริ่มทยอยมากันตั้งแต่ 6 โมงเย็น และเมื่อแสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ไฟสปอร์ตไลท์บริเวณลานกว้างก็ถูกเปิดขึ้นแทน เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานยังสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ก่อนการแสดงพลุจะเริ่มขึ้นประมาณ 10 นาที จะมีเสียงประกาศจากเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทุกท่านเตรียมความพร้อม ยามที่ไฟดับลงดัง “ฟึ่บ” บริเวณลานกว้างก็เต็มไปด้วยเสียงฮือฮา เสียงกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้นของผู้มาร่วมงาน อ่านแล้วอาจจะไม่รู้สึกมีอารมณ์ตื่นเต้นร่วมด้วย แต่รับรองเลยว่าถ้าคุณมีโอกาสได้ไปร่วมงานเทศกาลแบบนี้ด้วยตนเอง บรรยากาศและผู้คนรอบข้างจะเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่คุณสร้างขึ้นด้วยตนเอง เป็นความรู้สึกและประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือเล่มไหน

การแสดงดอกไม้ไฟจะเริ่มจากพลุแบบหลากสีสัน โดยยิงแบบทีละดอก ให้ผู้ชมค่อยๆ ลุ้นไปตามๆ กันว่าต่อไปจะเป็นจะเป็นพลุสีอะไร และจะเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆจนไปถึงไฮไลท์ของงาน นั่นคือดอกไม้ไฟไนแองการ่า ต้องขอบอกว่ามันอลังการมากจริงๆ เพราะเป็นพลุที่จุดได้ยาวจนไม่สามารถเก็บภาพได้ทั้งหมด และต้องใช้การหมุนตัวไปมาซ้ายขวาเพื่อให้สามารถชมพลุได้ทั้งหมด การแสดงทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหลังจากจบการแสดง ผู้เข้าร่วมงานทุกคนต่างลุกขึ้นยืนและปรบมือเพื่อเป็นการชื่นชมและขอบคุณผู้จัดงานแสดงพลุนี้

สำหรับปี 2017 นี้ ตามกำหนดการ Ariake Sea Firework Festival จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม เวลา 19.30 – 20.30 น. ถ้าคุณมีโอกาสไปเที่ยวภูมิภาคคิวชูในช่วงปลายเดือนสิงหาคม อย่าลืมปักหมุดจังหวัดซากะและเทศกาลชมดอกไม้ไฟนี้ไว้ในแพลนเที่ยวด้วยนะ รับประกันเลยว่าหน้าร้อนปีนี้จะต้องสนุกแน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://hanabi.walkerplus.com/detail/ar1040e00941/

Story By Bamboo 

**********************************

เป็นอย่างไรบ้างคะเพื่อนๆ เที่ยวในซากะตอนที่ 2 ปิดทริปเรียบร้อย

เพื่อนๆต้องลองไปนะคะแล้วจะติดใจเหมือนแอดมิน ^_^

แล้วเจอกันในตอนใหม่นะคะ

 

ชอบเที่ยวเอง Add LINE
@sbaeasytogo

**************************************************

เพื่อเป็นกำลังใจทีมงาน หากท่านได้อ่านข้อมูลเรา
แล้วเป็นประโยชน์
อย่าลืม!!! กด LIKE /กดแชร์  /comment
กันเยอะๆน้าาาาคะ ^^
************************
ทันทุกข่าวสารและโปรโมชั่น
เพิ่มเพื่อน LINE มาได้เลยค่ะ

line sba