KYUSHU IN SUMMER ตอน “2 วัน 1 คืนในซากะ” (DAY 1)

จังหวัดซากะ (Saga) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูมิภาคคิวชู เกาะทางตอนใต้ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น แหล่งรวมสถานที่ท่องเที่ยวทางอารยธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติที่สวยงามโดยเฉพาะน้ำพุร้อน แต่ในเมื่อเรามาเที่ยวในช่วงหน้าร้อน ที่ต้องบอกไว้เลยว่าร้อนอบอ้าวมากกว่าเมืองไทยหลายเท่าตัว กิจกรรมอาบน้ำแร่แช่ออนเซ็นจึงถูกตัดทิ้งไปเป็นอย่างแรก เพราะต่อให้สรรพคุณของน้ำพุร้อนจะเลิศเลอเพียงใด การแช่น้ำร้อนในอากาศที่ร้อนมากอยู่แล้วคงจะเป็นการทรมานร่างกายตนเองไปเสียเปล่า

หลายคนคงเกิดคำถามขึ้นในใจ แล้วจะไปเที่ยวทำไมหน้าร้อน?

แน่นอนอยู่แล้วว่าคนไทยคุ้นชินกับอากาศร้อน เวลามีวันหยุดยาว สถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยชอบไปปักหมุดก็มักจะเป็นต่างจังหวัดหรือต่างประเทศที่มีอากาศเย็นสบายคลายร้อน ให้สมกับคำยอดฮิตของเหล่าพนักงานกินเงินเดือนทั้งหลายที่ชอบใช้สิทธิ์วันหยุดไปกับการ “ลาพักร้อน” แต่การเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อนมีดีกว่าที่คุณคิด!!

เรามาดูข้อดีของการเที่ยวหน้าร้อนกันเลย เพราะว่าเป็นฤดูร้อนที่นักท่องเที่ยวพากันหลีกเลี่ยง คุณจึงไม่ประสบปัญหาการเบียดเสียดกับคนจำนวนมหาศาลตามสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต จะถ่ายรูปมุมไหนก็เลือกได้สะดวก ตามใจอยาก เข้าร้านอาหารก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะไม่มีที่นั่ง และขึ้นชื่อว่าเป็นหน้าร้อนแล้ว ร้านค้าต่างๆก็มักจะมีแคมเปญลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล ลดราคาสินค้าแบบจัดหนักจัดเต็ม เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวขาช็อปยิ่งนัก และสุดท้าย เพราะว่าเป็นหน้าร้อน จึงไม่มีเสื้อหนาวตัวโตให้รกกระเป๋าเดินทาง แถมยังเหลือพื้นที่มากมายสำหรับใส่ของฝากกลับบ้านอีกด้วย นี่แหละประโยชน์ของการเที่ยวหน้าร้อน

การเดินทางมายังจังหวัดซากะไม่ใช่เรื่องยาก จากสนามบินฟุกุโอกะ นั่งรถไฟสายเอกชนตรงเข้ามายังสถานี Hakata จากนั้นใช้บริการรถไฟสาย JR นั่งรถไฟด่วนสาย Nagasaki (Limited Express) มายังสถานี Saga ใช้เวลาเพียง 40 นาที หรือจะเลือกวิธีเช่ารถขับเที่ยวก็มีเคาน์เตอร์ของศูนย์บริการรถเช่า Toyota Rent A Car ให้บริการที่บริเวณชั้น 1 ของอาคารผู้โดยสารสนามบินฟุกุโอกะ

ตัวอย่างแผนการขับรถเที่ยว 2 วัน 1 คืนในจังหวัดซากะ

สถานที่ท่องเที่ยว
วันที่ 1

 

Ø Niji no Matsubara เส้นทางขับรถที่ล้อมรอบด้วยป่าสนดำเต็มสองข้างทาง

Ø Kagamiyama จุดชมวิวทิวทัศน์ของเมืองซากะ ป่าสนนิจิโนะมาซิบาระและอ่าวคาระซึ

Ø Karatsu Burger รถตู้ขายแฮมเบอร์เกอร์ที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 50 ปี

Ø JR Takeo Cycling Course ปั่นจักรยานชมเมืองออนเซ็นแห่งประวัติศาสตร์ทาเคโอะ

Ø Konomi Saga Signature Food ลิ้มรสซี่โครงหมูกะทะร้อนสูตรพิเศษประจำจังหวัดซากะ

Ø Mifuneyama Bamboo light up Festival ชมเทศกาลประดับไฟยามค่ำคืนในสวนต้นไผ่

วันที่ 2

 

Ø Yutoku Inari Shrine 1 ใน 3 ของศาลเจ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

Ø Tenpura “Ebina” Restaurant ชิมรสชาติเทมปุระในร้านอาหารสไตล์ครอบครัว

Ø Tosu Premium Outlets แหล่งรวมร้านค้าแบรนด์เนมทั้งในและต่างประเทศ

 

ตัวอย่างเส้นทางการขับรถเที่ยว

วางแผนเที่ยวกันเรียบร้อยแล้ว เรามาดูไฮไลท์สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดซากะกันเลยค่ะ


NIJI NO MATSUBARA

ดังคำกล่าวที่ว่า “ธรรมชาติ…ยิ่งใหญ่เสมอ” ในจังหวัดซากะ คุณจะพบกับป่าสนดำที่ขึ้นตามธรรมชาติมากกว่า 1 ล้านต้นกระจายอยู่ตลอดแนวชายฝั่งของอ่าวคาระซึ (KARATSU) โดยขึ้นเรียงเป็นแนวยาวประมาณ 45 กิโลเมตร นับเป็น 1 ใน 3 ของป่าสนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ยิ่งเป็นช่วงหน้าร้อนด้วยแล้ว ความเขียวชอุ่มของใบสนก็ยิ่งสร้างความรื่นรมย์ให้กับผู้มาเยือน

ป่าสนนี้ได้รับการรับรองว่า “มีความสวยงามของทิวทัศน์เป็นพิเศษของประเทศ” และถูกเรียกว่า “ป่าสนรุ้งกินน้ำ” เนื่องจากมีลักษณะยาวติดต่อกันเหมือนแนวโค้งของรุ้งกินน้ำ ซึ่งถ้าอยากจะเห็นภาพทิวทัศน์ดังกล่าว เราต้องขับรถต่อขึ้นไปยัง “ภูเขาคางามิ” (Mt. KAGAMIYAMA) เพื่อไปยังจุดชมวิวแบบพาโนราม่า

 

MOUNT KAGAMIYAMA

                จากเส้นทางป่าสนดำขับรถมายังภูเขาคางามิใช้เวลาเพียง 15 นาทีก็จะมาถึงจุดชมวิวบนยอดเขา แต่ควรขับอย่างระมัดระวังเพราะเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขานี้จะมีลักษณะค่อนข้างคดเคี้ยว ใครที่มีอาการเมารถง่ายควรจะเตรียมยาดมยาหอมให้พร้อมไว้นะคะ ภูเขาลูกนี้มีความสูง 284 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ฝั่งตะวันออกของเมืองคาราสึได้ในมุมกว้าง รวมทั้งชมวิวแบบพาโนราม่าของอ่าวคาะซึและป่าสนดำที่ทอดตัวเป็นแนวยาว

บริเวณลานจอดรถของจุดชมวิวบนภูเขาคางามิ มีร้านมินิมาร์ทให้บริการอยู่ด้วย

เส้นทางไปยังจุดชมวิวบนยอดเขาคางามิ มีต้นไม้ให้ความร่มรื่นเต็มสองข้างทาง

บริเวณยอดเขา ก่อนถึงจุดชมวิวมีร้านขายของที่ระลึกขนาดเล็กตั้งอยู่ ด้านข้างมีป้ายหินสลักเป็นชื่อภูเขา “คางามิ”

รูปปั้นของเจ้าหญิงซะโย (SAYO PRINCCESS) มีเรื่องเล่าว่าในช่วงศตวรรษที่ 6 เจ้าหญิงซะโยแห่งหมู่บ้านชิโนฮะระได้พบรักกับนายทหารหนุ่มนามซาเดฮิโกะ (SADEHIKO) ในระหว่างสงครามแย่งชิงดินแดนของญี่ปุ่นกับคาบสมุทรเกาหลี และในวันที่ชายหนุ่มต้องออกเดินทางด้วยเรือเพื่อไปทำสงคราม เจ้าหญิงซะโยจึงปีนขึ้นไปบนยอดเขาคางามิ และยืนโบกผ้าคลุมไหล่ส่งแฟนหนุ่มจนลับตา บ้างก็เชื่อว่านางเสียชีวิตลงที่บริเวณบ่อน้ำบนยอดเขาคางามิ บ้างก็เล่าว่าเธอร่ำไห้อยู่ที่ยอดเขานี้เจ็ดวันเจ็ดคืนจนกลายเป็นหิน

จุดชมวิวบนยอดเขาคางามิ มีอาคารขนาดเล็ก 2 ชั้นตั้งอยู่ ด้านในมีแผ่นป้ายบรรยายข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียง

Photo Credit: Saga Prefectural Tourist Federation

สำหรับใครที่ชอบชมความงามของดอกไม้ แนะนำให้มาเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประมาณกลางเดือนมีนาคม ภูเขาแห่งนี้จะเต็มไปด้วยดอกซากุระผลิดอกบานสะพรั่งเต็มสองฟากฝั่งของบริเวณทางขึ้นเขา และพบกับสีสันสดใสของดอกอาซาเลียได้ในช่วงต้นเดือนเมษายน

KARATSU BURGER

 ชมความงามของธรรมชาติเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาหาของอร่อยมาลิ้มลองกันบ้าง อาหารขึ้นชื่อที่พลาดไม่ได้ของเมืองคาระซึก็คือ “KARATSU BURGER” ที่มีจุดขายอยู่ตรงที่ตั้ง ร้านขายเบอร์เกอร์นี้อยู่บนรถตู้ขนาดเล็กซึ่งจอดอยู่บริเวณจุดพักรถในเส้นทางป่าสนนิจิโนะมาซึบาระ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านไปมายิ่งนัก

รถตู้ขายเบอร์เกอร์นี้เปิดกิจการมาเป็นเวลานานเกือบ 50 ปีแล้ว เมนูยอดนิยมของร้านก็คือ SPECIAL BURGER ที่สอดใส้ทุกอย่างตั้งแต่เนื้อ ไข่ แฮมและชีส ในราคาเพียง 490 เยน นอกจากมียังมีบริการเครื่องดื่มทั้งแบบร้อนและเย็นที่ช่วยให้รับประทานได้คล่องคอมากขึ้น

เบอร์เกอร์ร้อนๆส่งตรงถึงมือคุณ จะเลือกทานบนรถหรือนั่งทางด้านนอกก็ตามใจชอบเลย

อิ่มท้องแล้วได้เวลาออกเดินทางกันต่อ จุดหมายถัดไปคือสถานีรถไฟ JR TAKEO ONSEN แต่เพราะยังมีเวลาเหลือค่อนข้างมาก เราจึงตัดสินใจแวะถ่ายภาพที่บริเวณริมแม่น้ำมัตสึอุระ (MATSUURA RIVER) และริมอ่าวคาระซึ (KARATSU BAY) ซึ่งใกล้กับที่ตั้งของปราสาทคาระซึ (KARATSU CASTLE) สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดซากะ

มุมถ่ายภาพยอดฮิตของบรรดาช่างกล้องทั้งหลายที่ต้องการนำเสนอความสวยงามของสะพานข้ามแม่น้ำและปราสาทคาระซึในเวลาเดียวกัน

ภาพของปราสาทคาระซึในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ปราสาทคาระซึ (KARATSU CASTLE) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1602 ในสมัยเอะโดะ โดยไดเมียวผู้ปกครองเมืองคาระซึนามว่า “ทาราซาวะ ฮิโรทากะ” (Terasawa Hirotaka) ต่อมาปราสาทแห่งนี้ถูกทำลายลงในสมัยยุคฟื้นฟูเมจิ และสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1966 โดยยึดตามแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมเดิมทั้งหมด และด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับอ่าวคาระซึ บริเวณชั้นบนสุดของปราสาทจึงสามารถมองเห็นวิวทะเลและเมืองคาระซึได้อย่างชัดเจน ปราสาทแห่งนี้ยังเป็นจุดชมดอกซากุระและซุ้มดอกวิสทีเรียสีม่วงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมอีกด้วย

JR TAKEO ONSEN STATION

เปลี่ยนบรรยากาศจากการขับรถมาเป็นปั่นจักรยานกันบ้าง  JR Takeo Onsen แห่งนี้ให้บริการเช่ารถจักรยานสำหรับขับเล่นรอบเมืองในราคาเพียง 500 เยนต่อวัน โดยมีค่ามัดจำการเช่าอยู่ที่ 1,000 เยน เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น.

เพียงกรอกข้อมูลในเอกสารสำหรับเช่ารถก็จะได้รับแผนที่แนะนำเส้นทางขับจักรยานในเขตทาเคโอะออนเซ็น

จากสถานี JR TAKEO ONSEN ใช้เวลาปั่นจักรยานเพียง 10 นาทีก็จะพบกับ TAKEO ONSEN ROMON ประตูสีแดงซึ่งเป็นทางเข้าไปยังบ่อออนเซ็นทาเคโอะ ประตูแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1915 โดยการออกแบบของ “คินโกะ ทัตซึโนะ” (Kingo Tatsuno) สถานปนิกชื่อดังผู้ออกแบบสถานีรถไฟโตเกียว สำนักงานธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น และอาคารอื่นๆอีกมากมาย

TAKEO ONSEN แหล่งแช่น้ำพุร้อนของจังหวัดซากะที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในประวัติศาสตร์มายาวนานถึง 1,300 ปี เป็นอาคาร 2 ชั้นที่เรียกว่า “SHINKAN” เดิมเป็นที่ตั้งของโรงอาบน้ำบริเวณชั้น 1 และห้องนั่งเล่นบริเวณชั้น 2 ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของบ่อออนเซ็นทาเคโอะ และเป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมอย่างการผลิตเครื่องปั้นดินเผา

ด้านหน้าอาคารถูกเปลี่ยนเป็นร้านขายของที่ระลึกขนาดเล็ก ส่วนชั้น 2 ยังคงรักษาสภาพเดิมไว้ไม่มีเปลี่ยน

 เพราะอากาศยามบ่ายที่ร้อนระอุ เราจึงปั่นจักรยานมาแวะพักที่ Takeo Onsen Hotel Kyotoya เรียวกังชื่อดังของย่านทาเคโอะออนเซ็นซึ่งมีร้านคาเฟ่ขนาดเล็กตั้งอยู่ด้านใน โดยปกติแล้วทางโรงแรมมักจะจัดเตรียมการแสดงพื้นเมืองโดยเป็นการเต้นประกอบเสียงกลอง เพื่อให้ความบันเทิงแก่แขกผู้เข้าพัก นับเป็นความน่ารักของคนท้องถิ่นที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

เมนูของว่างยามบ่ายวันนี้ทางร้านนำเสนอเป็นโยเกิร์ตสูตรโฮมเมด เสิร์ฟพร้อมไอซิ่ง แอปเปิ้ลเชื่อม และกาแฟดำ เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของรสชาติเปรี้ยว หวานและตบท้ายด้วยความขมกลมกล่อมที่อยากให้ทุกท่านได้ลิ้มลอง

พักร้อนกันพอหายเหนื่อยแล้ว ถึงเวลาปั่นจักรยานไปยังจุดหมายปลายทางลำดับต่อไป จาก TAKEO ONSEN ใช้เวลาปั่นจักรยานเพียง 10 นาที ศาลเจ้าประจำเมืองทาเคโอะหรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า TAKEO JINJA ก็ปรากฎสู่สายตา

ศาลเจ้าทาเคโอะ (TAKEO SHRINE) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ศาลเจ้าโกชะไดเมียว” (GOSHADAIMYO SHRINE) เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองนี้ จากประตูทางเข้าปีนบันไดขึ้นไป ด้านบนเป็นที่ตั้งของต้นการบูรขนาดใหญ่ 2 ต้นตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา ความพิเศษของต้นไม้ 2 ต้นนี้คือ รากไม้และกิ่งก้านสาขาที่เลื้อยยาวมาพันจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เปรียบเหมือนกับคู่รักที่ได้แต่งงานกันและใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข ธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์นี้เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมและขอพร ทั้งในเรื่องความรัก คู่ครอง ธุรกิจ การค้าขายและโชคลาภ

ตามธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่า หากนำกระดิ่งมาผูกไว้บริเวณเชือกที่ถูกแขวนไว้ตรงกลางระหว่างต้นการบูรทั้งสองต้นแล้ว จะทำให้มีโอกาสสมปรารถนามากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยปัจจุบันมีผู้เดินทางมาคล้องกระดิ่งที่ศาลเจ้าแห่งนี้มากกว่า 10,000 คนต่อปี

สักการะต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ขึ้นบันไดต่อไปยังด้านบนเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าทาเคโอะ

ด้านในศาลเจ้าเป็นที่ตั้งของวิหาร สถานที่สถิตของเทวดาประจำเมือง

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวิหารแล้วเดินอ้อมไปทางด้านหลังของศาลเจ้าทาเคโอะ จะพบกับทางเดินที่รายล้อมไปด้วยสีเขียวขจีของต้นไม้นานาพรรณ เป็นเส้นทางเดินเท้าตัดไปยังป่าลึกที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาขนาดเล็กแห่งนี้ สองข้างเรียงรายด้วยต้นไผ่สูงลิ่วนับร้อยต้น

สุดทางของป่าไผ่คือต้นการบูรโบราณที่มีอายุยาวนานกว่า 3,000 ปี ลำต้นมีความสูงถึง 27 เมตร นับเป็นหนึ่งในต้นไม้ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ชาวเมืองซากะได้สร้างรั้วกั้นบริเวณรอบๆต้นการบูรเพื่ออนุรักษ์ความสวยงามของธรรมชาติแห่งนี้เอาไว้ให้นานที่สุด

ปั่นจักรยานเรียกเหงื่อกันพอควรแล้วก็ได้เวลาอาหารเย็น วิธีการนำจักรยานไปคืนไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่นำจักรยานกลับไปจอดยังสถานี Takeo ล็อกกุญแจให้เรียบร้อยจากนั้นจึงนำไปคืนที่เคาน์เตอร์ด้านในสถานีก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

อาหารเย็นวันนี้แน่นอนว่าต้องเป็นอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อของจังหวัดซากะ “ซี่โครงหมูย่างบนกะทะร้อน” ของร้าน “KONOMI” แค่ได้ยินชื่อเมนูก็หิวซะแล้ว

เมนูอาหารเย็นของร้านเป็นอาหารชุดสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า “ไคเซกิ” (KAISEIKI) ในเซ็ตประกอบไปด้วย ปลาดิบซาชิมิ เทมปุระ ชาบูชาบูเนื้อ ไข่ออนเซ็น ข้าวสวย เมนูผักต้ม สลัดผักสด และน้ำจิ้มหลากชนิด และเพื่อไม่ให้ท้องต้องรับภาระมากจนเกินไป สามารถสั่งเมนูพิเศษอย่างซี่โครงหมูย่างเสิร์ฟบนกะทะร้อนมากินเป็นจานกลางได้ อาหารของร้านนี้เน้นการใช้วัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่น การปรุงอาหารแบบพิถีพิถัน และไม่ใช้วัตถุปรุงแต่งรสอาหาร ใครที่มีโอกาสมาเยือนจังหวัดซากะ อย่าลืมแวะมาชิมอาหารร้านนี้กันนะจ๊ะ

อิ่มหนำสำราญกับอาหารมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาของกิจกรรมยามค่ำคืน จุดหมายปลายทางสุดท้ายของวันนี้คือสวนมิฟุเนะยามะ (MIFUNEYAMA RAKUEN) ที่มีการจัดงานเทศกาลพิเศษต้อนรับหน้าร้อนอย่างงานประดับไฟ SUMMER NIGHT BAMBOO ILLUMINATION FESTIVAL โดยเป็นการจุดไฟในปล่องที่ทำจากต้นไผ่ ซึ่งมีความพิเศษอยู่ที่ใช้แรงงานคนในการเดินจุดไฟจนทั่วสวนโดยใช้เวลาในการเตรียมงานมากกว่า 3 ชั่วโมง!

เมื่อเข้าไปด้านใน บริเวณสระน้ำใจกลางสวนสวยแห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ทุกคนต่างรอคอยการแสดงแสงสีเสียงที่จะเกิดขึ้นในสระน้ำแห่งนี้ บริเวณรอบๆจึงมีแต่ความมืดมิดและเสียงพูดคุยคลอเบาๆ และสำหรับใครที่ต้องการเก็บภาพจากมุมสูงก็สามารถจับจองพื้นที่ด้านบนได้ตามสะดวก

การแสดงนี้เป็นการใช้เครื่องฉายแสงส่องลงในสระน้ำ โดยใช้ผืนน้ำแทนจอภาพยนตร์ แสงที่ปรากฏแปรเปลี่ยนรูปร่างไปตลอดเวลา บางครั้งเป็นแสงหลากสีสัน บ้างก็แปรเปลี่ยนเป็นปลาตัวน้อยใหญ่แหวกว่ายอยู่ในน้ำราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตจริงๆ

ชมการแสดงจบแล้วได้เวลาเดินชมสวนกันต่อ ทางเดินต่อไปยังด้านในสวนถูกเติมเต็มด้วยแสงสว่างจากกระบอกไม้ไผ่เล็กจิ๋วเต็มสองข้างทาง สร้างบรรยากาศโรแมนติกแหมาะสำหรับคู่รักยิ่งนัก และพลาดไม่ได้กับการลิ้มลองน้ำแข็งใสสไตล์ญี่ปุ่นที่มีให้เลือกหลากรส ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง แตงโม และเมล่อน เรียกว่าเป็นของหวานยามดึกที่เหมาะกับฤดูร้อนยิ่งนัก

เป็นยังไงการบ้างคะกับจังหวัดซากะ เพื่อนๆเห็นแล้วใช่ไหมว่าการเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อนมีอะไรมากกว่าที่คิด รีวิวตอนหน้าจะพาไปเยือน 1 ใน 3 ของศาลเจ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นสถานที่ถ่ายทำละครยอดฮิตอย่างกลกิโมโน พลาดไม่ได้เลยนะคะ

Story By Bamboo 

**********************************

เป็นอย่างไรบ้างคะเพื่อนๆ เที่ยวในซากะสนุกไหมคะ จบตอน 1 เพียงนี้ไว้เจอกันตอน 2 นะคะ <3